Social Media คำ ๆ นี้บางคนอาจจะยังไม่คุ้น แต่หากเอ่ยถึง Hi5, twitter, Facebook และ Youtube หรือแม้กระทั่ง blog แล้ว หลายคนต้องร้อง อ๋อ ขึ้นมาทันที เพราะบริการเหล่านี้เข้ามาในชีวิตเรา หรืออยู่รอบตัวเราแล้วในปัจจุบัน บริการด้าน Social Network นั้นทำให้ช่วยเราสะดวกสบายขึ้น ทำให้ได้เพื่อนมากขึ้น ได้สังคมใหม่ ๆ มากขึ้น และได้รับรู้ข้อมูล หรือแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้นแล้ว บริการ Social Media เหล่านี้ก็ทำให้สูญเสียอะไรไปหลาย ๆ อย่างที่คุณนึกไม่ถึงก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ Social media ทำให้เสียไปคือชีวิตส่วนตัว
หลาย ๆ คนอาจจะบอก “เฮ้ย มันเป็นไปได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมอยากบอกว่าเป็นไปได้ครับ ลองนึกภาพว่าคุณเป็นคนอยู่ในสังคม twitter หรือ Facebook แล้ววันหนึ่งคุณไปทานข้าว เดินเที่ยวกับเพื่อนหรือญาติ แต่ดันมีคนที่ใช้ twitter หรือ Facebook อยู่ แถวนั้นพอดี อีกทั้งยังอยู่ในวงเดียวกับคุณเห็นคุณเข้าโดยบังเอิญ แล้ว tweet เช่นนี้ออกไปหรือส่งข้อความแบบนี้ไปยัง Social Media อื่น ๆ

ข้อความดังกล่าวดูเหมือนจะไม่มีอะไร หากแต่ว่าข้อความนี้อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่บุคคลรอบข้างของคนที่ถูกกล่าวถึง นี้ยังไม่รวมว่าคนที่ถูกถ่ายรูปไปด้วยตอนนั้นต้องการเปิดเผยตัวหรือไม่เปิดเผยตัว แต่การถ่ายรูปออกไปนั้นก็ทำให้ชีวิตส่วนตัวของคน (privacy) ที่ถูกระบุถึงหายไปแล้ว ซึ่งนี้ก็เปรียบได้กับการถ่ายรูปของ paparazzi ที่ถ่ายรูปดาราโดยไม่สนว่าเค้าจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้นการถ่ายรูปใครที่เรารู้จักในวง Social Media ก็ควรจะต้องถามก่อนว่า ให้ tweet บอกได้ไหมว่าอยู่ที่ไหนและเมื่อไหร่ เพราะบางครั้งบางเรื่องเราก็ไม่ได้อยากให้คนในโลกออนไลน์รู้ก็เป็นได้
กรณีของการ Retweet (RT) และ RT แล้วดัดแปลงหรือที่เรียกว่า modify retweet (mRT) ใน twitter แม้ว่าผู้ให้บริการอย่าง twitter จะออก feature ของการ RT ออกมาแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าคุณสมบัติดังกล่าวไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ใช้คนไทยเนื่องจากคนไทยใช้การ RT เป็นการ Reply อีกทั้ง การใช้คุณสมบัตินี้ไม่สามารถดัดแปลงตามใจผู้ที่จะ RT ได้คนไทยจึงยังใช้ระบบการ RT manual เหมือนเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นจากการ RT หรือ mRT คือการที่สารนั้นเกิดความผิดเพี้ยน ข้อความหาย หรือผิดความหมายไปจนอาจทำให้เข้าใจผิดได้ อย่างเช่นมีคน tweet ว่า

ก็มีคนนึกสนุก mRT ข้อความนี้เสียใหม่เป็น
หรือตัดข้อความบางส่วนทิ้งไปเนื่องจาก RT แล้วมันไม่พอ 140 ตัวอักษร

ซึ่งแค่นี้ก็ทำให้ข้อความหรือความหมายเพื้ยนได้ จากที่จะส่งความระบุหาใครบางคน แต่ข้อความนั้นกลับเอาไปโดนขยาย เปลี่ยนความหมาย หรือตัดความหมายทิ้งทำให้ การสื่อออกไป ทำให้คนที่อ่าน tweet เหล่านี้ที่ไม่มีความรู้เรื่อง mRT ก็อาจทำให้เข้าใจผิดต่อผู้ส่งได้ ซึ่งนี้เปรียบได้กับการสร้างเรื่องราวหรือแก้ไขเรื่องราวเพื่อใส่ความผู้ส่งข้อความก็ได้ เพราะฉะนั้นการเล่นอะไรก็ตามหรือการ RT ก็ตามก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการกระทำตัวเอง หากข้อความนั้นสื่อออกไปแล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ความรับผิดชอบเหล่านั้นก็หมายถึงควรมีการระบุว่าข้อความที่ RT นี้ถูกดัดแปลงหรือถูกตัดข้อความออกไป ไม่ใช่ RT แต่ชื่อและข้อความของผู้ส่งสารข้างต้นมาอย่างเดียว
จากเรื่อง RT หรือ mRT นี้สิ่งที่ผมเจอมากกับตัวคือการใส่ #hashtag หรือป้ายบางอย่างที่อาจทำให้ตัวคนอ่านผู้อื่นเข้าใจผิดในข้อความเราได้ เอาตรง ๆ ก็คือ #hashtag #หื่น กันผมจะลองยกภาพง่าย ๆ

บางคนเห็นแล้ว นึกสนุกก็ RT แล้วเติมป้ายให้

หรือแม้กระทั่งการใช้ RT เพื่อ Reply แล้วบอกว่า หื่น หรือข้อความทำนองนี้ ก็ทำให้คนอื่น ๆ ที่เข้ามาอ่านที่ไม่ได้รู้จักคนที่ถูก RT ด้วยป้าย #หื่น หรือข้อความ Reply ที่มีคำนี้เข้าใจผิดได้ แม้ว่าเราไม่ได้เป็นดังนั้น แต่การแก้ตัวใด ๆ ใครก็ไม่เชื่อแล้ว เพราะคนที่ไม่รู้จักคนที่ถูกระบุถึงนั้นแก้ตัวเท่าไหร่ เค้าก็ไม่เชื่อ เพราะคนที่มาอ่านย่อมเชื่อคำพูดจากคนอื่นที่พูดถึงคนที่ถูกระบุมากกว่า
กรณีการพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับทางเพศ โดยเฉพาะผู้หญิง บางครั้งการพูดคุยเรื่องราวทางเพศ เป็นเรื่องราวตลก หรือขำขัน นั้นบางครั้งมันไม่เหมาะที่จะพูดคุยในหมู่คนวงกว้างที่มีคนสามารถเข้ามารับฟัง รับชมได้ เพราะบางคนนั้นไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเล่น ทำให้บางครั้งเกิดการใช้คำพูดที่ไม่ดีกับสตรีเพศได้ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันก็จะติดตามคุณไปเรื่อย ๆ จนยากที่จะแงะออกจากชีวิตได้แล้ว นอกจากจะประจานกันไปข้างนึง เรื่องนี้จึงเปรียบกับการนั่งเมาท์เรื่องเพศตรงชุมนุมชนแล้วมีไอ้โรคจิตมาได้ยินแล้วติดตามตลอดได้ เรื่องแบบนี้ควรคุยเป็นกลุ่มคนที่ไว้ใจจริง ๆ มากกว่ามาเปิดเผย แต่หากคิดจะเปิดเผยแล้วก็ควรระวังมนุษย์ที่ไม่ดีด้วย
กรณีการถ่ายรูปอีกอย่างเช่นบางคนที่ชอบถ่ายรูปตัวเองส่งไปไหนมาไหน หรือชอบระบุว่าตัวเองอยู่ที่ใดอันนั้น เป็นการทำให้ตัวเองเสียชีวิตส่วนตัวด้วยตัวเองอย่างมาก เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการเปิดเผยเรื่องราวว่าในแต่ละวันเราไปไหน ทำอะไร ซึ่งอาจจะไม่มีคนอยากรู้ก็ได้ แต่หากบางคนเป็นพวก Stalker Molester โรคจิต หรือคลั่งไคล่ในตัวเราติดตามไปทุกหนแห่งแล้ว เรื่องยุ่งยากก็อาจตามมาภายหลังมากมายก็ได้ เพราะฉะนั้นบางสถานที่เช่นบ้าน หรือที่ทำงาน สถานที่ต้องแวะเวียนบ่อย ๆ ก็ไม่ควรต้องระบุหรือถ่ายรูปเพื่อไม่ให้เกิดคนมิจฉาชีพติดตามมาได้
สุดท้ายในมือถือรุ่นใหม่ ๆ นั้นยังสามารถระบุว่าเราอยู่ใดก็ได้ หรือเราอยู่ละแวกใดของแผนที่ในเครื่องมือ หากว่าเราไม่ปิด location, GPS หรืออื่น ๆ ในมือถือ ซึ่งส่วนใหญ่มักตั้งค่าเปิดเป็น Default อยู่แล้ว ก็สามารถทำให้คนรู้ได้ว่า วัน ๆ คุณไปทำอะไรบ้าง อยู่ที่ไหนเมื่อไหร่ กี่โมง ซึ่งมันจะวนเข้าลูปของกรณีแรก ถ้าคนที่เห็นส่งข้อความว่า เจอคุณอยู่แถวไหนตามที่เห็นในมือถือ ข้อความแบบนี้ก็อาจจะทำให้คนสนิทหรือคนอื่น ๆ เข้าใจผิดได้ อย่างเช่น
แค่ข้อความแบบนี้คนก็คิดไปทางไม่ดีได้แล้ว แม้่ว่า location ที่ระบุนั้นอาจจะผิดพลาด หรือคนที่ถูกไม่ได้อยู่แถวนั้นเลยก็ตาม แต่ข้อความที่ส่งออกไปก็ไม่ได้มีการกรอง จนทำให้คนที่ถูกระบุเกิดความเสียหายแล้วก็ได้
ในยุคสมัยนี้ที่อินเทอร์เนตเพรียบพร้อม และเราสามารถเข้าถึงอินเทอร์เนตจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ ๆ นั้น แม้ว่าอินเทอร์เนตที่ทำให้เราใช้ Social Media เพื่อทำให้เรามีชีวิตดีขึ้นนั้น แต่หากการใช้นั้นเกิดความไม่ระมัดระวังจากตัวเอง หรือการขาดความรับผิดชอบจากผู้ใช้่ด้วยกันนั้น ก็จะทำให้เกิดโทษและชีิวิตส่วนตัวที่ต้องสูญเสียไป ซึ่งในเมืองนอกก็มีกรณีตัวอย่างให้เห็นหลายคดีที่ครอบครัวบางครอบครัวต้องแตกแยกกันจาก Social Media หรือการเข้าใจจากข้อความสั้น ๆ ผมจึงอยากฝากให้ทุกคนนั้นใช้เครื่องมือบริการเรานี้ โดยคำนึงถึงความถูกต้อง ความเป็นส่วนตัว นอกจากความสนุก ที่ใช้เพียงอย่างเดียวครับ
10 Responses to Social Media กับชีวิตส่วนตัวที่ต้องเสียไป
celerachan
January 7th, 2010 at 23:56
เป็นอีกคนที่โดน RT บ่อย แม้จะ protect timeline ก็เหมือนไม่ช่วยเลย – - แล้วอีกอย่าง การใช้ 140 ตัวอักษร ไม่พอที่จะอธิบาย หรือคุยอะไร บางทีย่อไปย่อมา ผิดความหมาย เข้าใจผิดกันอีก
ฟิวส์
January 8th, 2010 at 09:44
แชร์ Social Media ก็เหมือนให้เหล้า… รู้… แต่ก็ยังทำ…. ฮ่าๆ
zeazon
January 8th, 2010 at 10:12
ผมว่าการเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ ถ้าอยากจะทำก็ควรจะเป็นที่ที่เราพิจารณาแล้วว่าไม่ส่งผลอะไรต่อความเป็นส่วนตัวของเรามาก เช่น สถานที่ท่องเที่ยว และกับกิจกรรมที่ทำนั้นไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวอะไรมาก
ตอนนี้บางคนก็เล่น foursquare ด้วย ก็จะเป็นการเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ของตัวเองได้ดีกว่า twitter อีก เพราะมันจะเห็นเลยว่าในสถานที่ที่เราไปเนี่ย มีใครเคยมาแล้วบ้างและเมื่อไหร่
pasitt
January 8th, 2010 at 10:32
เห็นมามากแล้วกับอาการนี้ social, public, มันอะไรกันนะ เป็นกันทั้้งโลกไม่เฉพาะบ้านเรา คนที่มีหน้ามีตา (ทุกคนก็มี) หมายถึงบุคคลที่สังคมยกระดับให้เป็น icon เป็น idol ต้องมาพบกับการเติมแต่งแต้มให้ดูมีสีสันมากขึ้น ก็เลยแกล้งลืมไปว่าเขาก็มี privacy ที่ต้องการเช่นกัน ในอดีตก็จะเป็น สิ่งพิมพ์ แต่เดี๋ยวนี้ twitter, facebook, ฯลฯ แถมเครื่องมือก็ดันมีกล้องที่คมชัด 3 mpx ขึ้นไปแล้ว บางเครื่องปาเข้่าไป 12 mpx สิวยังเห็นเลย แล้วไหนจะ 3G 4G ต่อไป ไม่รู้กี่ G คำซุบซิบจึงไปเร็วกว่าเสียง จึงทำให้เกิดวิปริตได้ องค์ประกอบของเทคโนโลยีส์เหล่านี้จึงทำให้ชีวิตของคนที่เป็น idol เป็น icon เป็นคนของประชาชนหาความเป็นส่วนตัวไม่ได้
admin
January 8th, 2010 at 10:38
ใน blog ผมแค่ยกตัวอย่างจาก Twitter ครับ ซึ่งอันที่จริงแล้วมีความเป็นไปได้ในอนาคตที่ทุก Social Media จะมี feature Geolocation เข้าด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกตั้งค่าเป็น default ให้เปิดเผยอยู่แล้วหากไม่ปิด ซึ่งนี้อันตรายมากสำหรับผู้หญิง ส่วน foursquare ขึ้นกับตัวเราเองครับ ว่าเราจะ check in เปิดเผยไหม ถ้าคิดได้ว่าบ้านหรือสถานที่ส่วนตัวไม่ควรเปิดเผยก็ไม่ควร check in ครับ
@azepyuk
January 8th, 2010 at 15:13
น่าคิดอยู่เหมือนกันนะคับ ถ้ามีคนทราบว่า ทั้งบ้านไปเที่ยวเหลือเราคนเดียว แล้วดัน Tweet ออกไปว่าไปอยู่โน่นอยู่นี่ อาจจะโดนขโมยขึ้นบ้านจาก follower ก็ได้ อันนี้น่าคิดทีเดียว
mk
January 9th, 2010 at 09:59
โมเล็กเอาอันนี้ไปแปะลง BN หน่อย เผื่อมันจะช่วยให้คนเลิก MT กันมากขึ้น
NiNeMarK
January 9th, 2010 at 14:09
มันก็เหมือนจะเป็นเครื่องคอยเตือนเราอยู่เสมอว่า เมื่อเราทำอะไรย่อมมีคนมองอยู่เสมอ จะได้ทำตัวให้ดี
Freeware.in.th : 3 นาทีเพื่อพีซีถูกลิขสิทธิ์ » Blog Archive » มารู้จักกับตัวดักจับข้อมูลหรือ Sniffer กันเถอะ
January 22nd, 2010 at 13:46
[...] Blog ของ @markpeak และ @molek ได้นะครับ) [...]
ตอนที่ 134 วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยในปีเก่า | duocore ผลักดันวงการไอทีในบ้านเรา
January 25th, 2010 at 10:39
[...] 2009แบบไม่เกรงใจใคร, Privacy online สิทธิส่วนบุคคลในโลกออนไลด์, คลิปปิดท้าย CES [...]